วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Oryzae

เราคงต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งว่า ปัจจุบันเราใช้ชีวิตกันอย่างเร่งรีบครับ รีบตื่น รีบไปทำงาน รีบกิน รีบทำงาน รีบกลับบ้าน วัน-เวลา มันช่างรวดเร็วแป๊ปๆ ปีหนึ่งผ่านไปแระ จนบางครั้งเราลืมดูแลสุขภาพกันไปเลย ในเพจนี้ ผมจะพาเพื่อนๆมา Review Product คุณภาพของGiffarine ที่เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน อาหารเสริมที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่จะช่วยเราถนอมสุขภาพในยุคปัจจุบัน วันนี้เราจะมาพูดถึงน้ำมันรำข้าว-จมูกข้าว ครับ มีประโยชน์มาก การกินข้าว กับการกินสารสกัดจากรำข้าว-จมูกข้าว ไม่เหมือนกัน นะครับ โครงสร้างของเมล็ดข้าวเป็นแบบนี้ครับ


ในเมล็ดข้าว 1เมล็ดประกอบไปด้วย

1.เปลือกข้าว ซึ่งมีปริมาณ 20% ของพื้นที่เมล็ดข้าว
2.จมูกข้าว ซึ่งมีปริมาณ 2.5% ของพื้นที่เมล็ดข้าว
3.เยื่อหุ้มเมล็ด ซึ่งมีปริมาณ 8% ของพื้นที่เมล็ดข้าว
4.เมล็ดข้าว ซึ่งมีปริมาณ 69.5% ของพื้นที่เมล็ดข้าว

   ตรง จมูกข้าว-เยื่อหุ้มเมล็ดนี่เองครับ ที่เราเรียกกันว่า "รำข้าว" ซึ่งในเมล็ดข้าว 1 เมล็ดจะมี "รำข้าว"อยู่ประมาณ 10-11% น้ำมันรำข้าวอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด สารสำคัญที่สุดคือแกมม่า-โอรีซานอล ซึ่งจะพบได้เฉพาะในน้ำมันจากข้าวเท่านั้น เมื่อเรานำมาผ่านกระบวนการสกัดเพื่อเอาสารสำคัญเราจะได้ สารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้ ครับ
1.สารแกมม่า-โอริซานอล(Gamma-Oryzanol) ช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ในเส้นเลือด ครับ
2.มีสารสำคัญในการนำไปสร้าง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ของเซลล์ประสาทสมอง และช่วยป้องกันเซลล์ประสาท จากสารที่เป็นพิษ และอนุมูลอิสระต่าง ๆ


ช่วยลดความเครียด และช่วยเสริมสร้างในด้านความจำ นั่นคือสาร สารฟอสโฟไลปิด (phospholipids) เช่น เลซิติน (Lecithin), เซฟฟาลิน (Cephalin), ไลโซเลซิติน (Lysolecithin)
3.ช่วยลดระดับของแอลดีแอล (LDL) คอเลสเตอรอล ซึ่งก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย
4.ช่วยเพิ่มระดับของเอชดีแอล (HDL) คอเลสเตอรอล ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย
5.มีกรดไขมันไลโนเลนิค (Linolenic acid) หรือ โอเมก้า 3 (Omega 3) ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันภาวะเสื่อมของสมองและความจำ
6.มีกรดไขมันไลโนเลนิค (Linolenic acid) หรือ โอเมก้า 6 (Omega 6) ช่วยให้ผิวหนังสดใสและช่วยระบบสืบพันธุ์ให้ทำงานเป็นปกติ
ใช้ เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารโปรสตาแกลนดิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สำคัญในร่างกายและยังใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสาร GABA ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดความดันเลือด
7.มีโทคอล (Tocols) วิตามิน อี ธรรมชาติ ในรูปของโทโคเฟอรอล (Tocopherol) และโทโคไทรอีนอล (Tocotrienol) มีประโยชน์ ในการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย และยังช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ (Free redicals) ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อ โรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง อีทั้งยังช่วยลดการเกิดลิ่มเลือด สลายลิ่มเลือดและป้องกันเนื้อเยื่อถูกทำลายโดย อนุมูลอิสระ
8.สารเซราไมด์ (Ceramide) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชั้นใต้ผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น การเสริมเซราไมด์ให้เพียงพอ ทั้งโดยการรับประทานหรือการให้ทางผิวหนังในรูปการทางครีมหรือโลชั่นจะช่วย รักษาผิวพรรณให้สดชื่นเปล่งปลั่ง ปราศจากริ้วรอยเหี่ยวย่น ก่อนวัยอันควร นอกจากนี้เซราไมด์ยังมีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนเนอร์ (Whitener) ซึ่งสามารถ ยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน (Melanin) อันเป็น สาเหตุให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำบนผิวพรรณได้ดี และยังเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวอีกด้วย ช่วยบำรุงผิวพรรณ ให้นุ่มนวล, อ่อนเยาว์ ลบเลือนริ้วรอย จุดด่างดำ เหี่ยวย่น ฝ้าและกระ
9.มีวิตามิน บี-คอมเพล็ก (B-Complex) ซึ่งช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น
10.ลดภาวะท้องผูก เนื่ืื่องจากทำให้อุจจาระอ่อนตัวและเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นริดสีดวงทวารและ มะเร็งลำไส้ใหญ่
11.สารเมลาโทนีน (Melatonin) ช่วยให้นอนหลับสบาย ช่วยลดความเครียด
     เพื่อนๆเห็นมั๊ยครับ ประโยชน์จากการกินอาหารเสริม น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว นั้น มีมากมายหลายอย่าง เมื่อกินเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง จำไว้ว่า อาหารเสริม ไม่ใช่ ยารักษาโรค นะครับ แค่ช่วยเสริมสร้าง ความแข็งแรงให้ร่างกาย น้ำมันรำข้าวบริษัทใด เคลมว่ารักษาโรคต่างๆได้นั้น เป็นการโฆษณาที่เกินจริง ส่วนน้ำมันรำข้าว ในท้องตลาดนั้นก็มีอยู่มากมาย หลากหลายยี่ห้อ ผมคัดมา5 ยี่ห้อดังๆ ลองเปรียบเทียบในเรื่องของ ปริมาณ ส่วนประกอบ สารอาหาร และ ราคาให้เพื่อนๆลอง พิจารณาดูตามความเหมาะสม นะครับ

ยี่ห้อ/ส่วนประกอบ
Oryza-e
Vital star
Orise 500
Oryza P5
Orizanex
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว
530
500
500
500
500
แอลฟา-โทโคเฟอรอล
2.1




สารสำคัญใน 1 แคปซูล




แกมม่า โอริซานอล
11.7
7.5
8.8
8
8
กรดไลโนเลอิก (omega-3)
207
150
150
110
150.5
กรดโอเลอิก (omega-6)
206.2
200
200
225
255
วิตามิน อี
1.5
0.5
0.41
0.75
0.75






ขนาด 60 แคปซูล ราคาเต็ม/สมาชิก 
560/420
900/750
850/680
720/500
500





วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

vitamin

วิตามิน เป็นสารที่ร่างกายต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อยต่อวัน แต่มีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ตั้งแต่การหายใจของเซลล์ การสร้างเนื้อเยื่อ การผลิตพลังงานสำหรับดำรงชีวิต จำเป็นสำหรับการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
สรุปคุณสมบัติของ วิตามิน
• เป็นสารที่ร่างกายต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อยต่อวัน แต่มีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย ตั้งแต่การหายใจของเซลล์ การสร้างเนื้อเยื่อ การผลิตพลังงานสำหรับดำรงชีวิต จำเป็นสำหรับการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่นการสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของระบบประสาท การมองเห็น การสร้างกระดูก  จึงเป็นสารสำคัญที่จำเป็นต่อร่างกายและร่างกายขาดไม่ได้
 
•  Vitamin A  วิตามินเอ ช่วยการมองเห็นในที่มืด ทำให้การเจริญและการพัฒนาของเซลล์บุผิวเป็นปกติ มีบทบาทในการเจริญเติบโตของกระดูก ฟัน ทารกในครรภ์ ถ้าขาดจะเกิดอาการเกี่ยวกับตา (เยื่อตาแห้ง เหี่ยวย่น กลัวแสงสว่าง) อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ (เยื่อบุทางเดินหายใจลอกหลุดง่าย ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย) และอาการเกี่ยวกับผิวหนัง (ทำให้ผิวหนังแห้ง หยาบกร้านเป็นเกล็ด)
 
•  Vitamin D  วิตามินดี ช่วยในเรื่องการดูดซึมแคลเซียม ถ้าขาด จะทำให้การดูดซึมแคลเซียม ลดลง ทำให้ต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ส่งผลทำให้ กระดูกอ่อน และจะมีอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ ปวดข้อ โลหิตจาง อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่มีแรง
 
•  Vitamin E  วิตามินอี เป็น antioxidant ช่วยป้องกันการแตกสลายของเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่แตกง่าย , มีความจำเป็นต่อการเจริญและพัฒนาของเซลล์ประสาท ถ้าขาด เม็ดเลือดแดงจะมีชีวิตสั้น รวมถึงมีผลต่อการเจริญของกล้ามเนื้อด้วย
 
• Vitamin K  วิตามิน เค ช่วยเสริมสร้างการทำงานของตับในการสร้างสารที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือด หลายชนิดได้แก่ prothrombin, proconvertin ถ้าขาดจะทำให้เลือดแข็งตัวช้า
 
•  Vitamin B1  วิตามินบี 1 มีความจำเป็นต่อระบบเผาผลาญอาหารและระบบประสาทของร่างกาย ถ้าขาดจะเป็นโรคเหน็บชา อาการสำคัญจะเกี่ยวข้องกับระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยทางระบบประสาทจะมีอาการชาตามมือตามเท้า ตากระตุก แขนขาอ่อนแรง ส่วนอาการทางสมองพบว่า เนื้อสมองจะถูกทำลาย ผู้ป่วยจะมีอาการความจำเสื่อม สำหรับทางระบบหัวใจและหลอดเลือดพบว่า หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น หัวใจมีขนาดโตขึ้น
 
•  Vitamin B2  วิตามินบี 2 มีความจำเป็นต่อการหายใจของเซลล์ และการรักษาสภาพของเยื่อบุผิว ถ้าขาด ในช่วงเริ่มแรกริมฝีปากจะอักเสบ แห้งและแตก มุมปากจะซีดแตก (โรคปากนกกระจอก) และเมื่อเป็นมากขึ้นจะมีอาการทางผิวหนัง ใบหน้ามีสะเก็ดมันๆ ต่อมาจะมีอาการอักเสบของตา ตาสู้แสงไม่ได้ คันตา และแสบลูกตา
 
• Niacin or Vitamin B3 ไนอะซิน หรือวิตามินบี มีส่วนช่วยในการผลิตกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ถ้าขาดจะมีผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย เช่นปลายประสาทอักเสบ ไขสันหลังและสมอง ซึ่งอาจมีอาการคลุ้มคลั่งและชัก หมดสติ นอกจากนี้ยังมีผลต่อระบบผิวหนังคือ ผิวหนังมีลักษณะหยาบ เป็นจ้ำ สีม่วงหรือสีเข้ม รวมถึงมีผลต่อระบบทางเดินอาหารคือ ลำไส้เล็กอักเสบ ท้องเดิน
 
•  Pantothenic acid  or Vitamin B5  กรดแพนโทธินิค หรือวิตามินบี 5 มีความเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกายหลายอย่าง เช่น การเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต, การสังเคราะห์กรดไขมัน ถ้าขาด อาจจะมีอาการปวดท้อง อาเจียน และ เป็นตะคริว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ 
 
•  Vitamin B6 or Pyridoxin วิตามินบี 6 หรือ ไพริดอกซิน มีความสำคัญต่อปฏิกิริยาทั้งหมดในกระบวนการที่เกี่ยวกับปฏิกิริยาทางชีวเคมี (metabolism) ของกรดอะมิโน (สร้างและสลายโปรตีน ) มีบทบาทในการสร้างเม็ดเลือดแดง ถ้าขาดจะมีอาการ อ่อนเพลีย ชาตามปลายมือปลายเท้า โลหิตจาง รวมถึงมีอาการทางประสาท เช่น สับสน ซึมเศร้า และชัก
 
• Folic acid or Vitamin B9 กรดโฟลิก หรือวิตามินบี 9 มีบทบาทในการสังเคราะห์ DNA & RNA รวมถึงการสังเคราะห์กรดอะมิโนบางตัว เช่น glycine, methionine และทำงานร่วมกับ B12 ในการสร้างเม็ดเลือด ถ้าขาดจะเกิดอาการปากเปื่อย ลิ้นแดงอักเสบ ท้องเดิน น้ำหนักตัวลด เป็นโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงโตกว่าปกติ ( Megaloblastic anemia ) ผมหงอกเร็ว เฉื่อยชา เกียจคร้าน ขี้ลืม แก่เร็ว
 
• Vitamin B12 วิตามินบี 12 มีความจำเป็นต่อกระบวนการที่เกี่ยวกับปฏิกิริยาทางชีวเคมี (metabolism) ของคาร์โบไฮเดรต, ไขมัน, โปรตีน มีบทบาทในการเจริญและแบ่งตัวของเซลล์ รวมทั้งการสังเคราะห์ myelin (สารหุ้มเส้นประสาท) ด้วย  มีความสำคัญต่อการสร้างเซลล์ผิว โดยเฉพาะเยื่อบุทางเดินอาหาร ถ้าขาดจะมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร , โลหิตจาง , ชาตามมือและเท้า ถ้าขาดมากจะมีอาการสับสน และประสาทหลอนได้
 
• Biotin or Vitamin H ไบโอติน หรือวิตามิน เอช ถ้าขาดจะเป็นโรคผิวหนัง ผิวหนังมีสีเทา อ่อนเพลีย โลหิตจาง โคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่าปกติ
 
• Vitamin C วิตามินซี มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสร้างคอลลาเจน เป็น antioxidant ช่วยเพิ่มการดูดซึมของเหล็ก ถ้าขาดจะมีเลือดออกตามไรฟัน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เหงือกบวม ฟันหลุดง่าย
สรุปคุณสมบัติของ เกลือแร่ (อ้างอิงที่ 1)
 
• คือสารอนินทรีย์ ทำหน้าที่เกี่ยวกับชีวิตในร่างกายมนุษย์ เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับระบบการหายใจ และระบบเอนไซม์ ช่วยควบคุมการซึมผ่านผนังเยื่อเซลล์และหลอดเลือดฝอยต่างๆ
 
•  Calcium แคลเซียม มีบทบาทในการสร้างกระดูกและฟัน มีความสำคัญในการควบคุมการเต้นของหัวใจ การส่งสัญญาณประสาท ช่วยในระบบเอนไซม์หลายชนิด ถ้าขาดจะเป็นโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ การเจริญเติบโตช้า กระดูกอ่อน ฟันผุ
 
• Iron เหล็ก รวมกับโปรตีนและทองแดงเพื่อสร้างฮีโมโกลบินซึ่งเป็นส่วนประกอบของเลือด จำเป็นสำหรับเอนไซม์ช่วยในการเผาผลาญโปรตีน ถ้าขาดจะเป็นโรคโลหิตจางเนื่องจากจำนวนฮีโมโกลบินลดน้อยลงในเม็ดเลือดแดง ผิวหนังซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ปวดหัว ความต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง
 
•  Iodine ไอโอดีน จำเป็นสำหรับสุขภาพและการทำหน้าที่ของต่อมไธรอยด์ สำหรับผลิตฮอร์โมนที่ชื่อ ไธรอกซินและไตรไอโอโดไธโรนิน ซึ่งจะช่วยควบคุมการเผาผลาญ การผลิตพลังงาน และอัตราการเจริญเติบโต รวมถึงยังช่วยในการรักษาผิวหนัง เล็บและผม ให้มีสุขภาพดี ถ้าขาดจะเซื่องซึม เหนื่อยง่าย ความดันต่ำ ผิวหนังและผมแห้ง เป็นโรคคอพอก โคเลสเตอรอลสูง เป็นโรคหัวใจ ไม่สนใจทางเพศ
 
• Zinc สังกะสี  ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์หลายชนิดซึ่งสำคัญในการย่อยอาหารและการเผาผลาญ จำเป็นสำหรับการหายใจของเนื้อเยื่อ จำเป็นต่อการเจริญเติบโต ถ้าขาดจะทำให้การเจริญเติบโตช้า แผลหายช้า เป็นโรคผิวหนัง มีจุดขาวที่เล็บ เบื่ออาหาร ผมร่วง มีรังแค การไหลเวียนของเลือดไม่ดี ผนังหลอดเลือดแข็ง
 
• Copper ทองแดง จำเป็นเพื่อให้เหล็กถูกดูดซึม และจำเป็นสำหรับการเผาผลาญโปรตีน ร่วมกับวิตามินซีในการสร้างอีลาสติน สำคัญในระบบโครงสร้าง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ถ้าขาดจะมีอาการโลหิตจางเนื่องจากการดูดซึมเหล็กไม่ดี ผมร่วง ผมหงอก มีแผลที่ผิวหนัง
 
• Manganese แมงกานีส มีความสำคัญในระบบเอนไซม์ต่างๆซึ่งจำเป็นสำหรับการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ช่วยมนการขนส่งสัญญาณระหว่างสมอง ประสาท และกล้ามเนื้อ จำเป็นสำหรับระยะให้นมลูกและการสร้างเสริมระบบโครงสร้างของร่างกาย ถ้าขาด การเจริญเติบโตจะช้า กล้ามเนื้อไม่มีแรง การทรงตัวไม่ดี การสร้างกระดูกและกระดูกอ่อนผิดปกติ
 
• Selenium ซีลีเนียม เป็น antioxidant ทำงานใกล้ชิดกับวิตามินอี เพื่อรักษาเนื้อเยื่อต่างๆให้มีความยืดหยุ่นและช่วยให้หัวใจทำหน้าที่ได้ดี ขึ้น สำคัญในการช่วยไม่ให้เป็นหมัน โดยช่วยให้เชื้ออสุจิมีความแข็งแรง ช่วยเพิ่มความต้านทานต่อการเป็นโรค ถ้าขาดจะทำให้แก่ก่อนวัย กล้ามเนื้อฝ่อ เป็นโรคหัวใจ และอาจเป็นหมัน มะเร็งในระบบย่อยอาหาร
 
• Molybdenum โมลิบดีนัม เป็นส่วนประกอบในเอนไซม์หลายชนิด เป็นส่วนที่จำเป็นสำหรับเอนไซม์แซนธีน ออกซิเดส ซึ่งสำคัญในการเคลื่อนย้ายเหล็กออกจากตับ และจำเป็นสำหรับเอนไซม์อัลดีไฮด์ ออกซิเดส ซึ่งสำคัญในกระบวนการออกซิเดชั่น
 
• Chromium โครเมียม เป็นแร่ธาตุจำเป็นช่วยในการควบคุมการเผาผลาญของกลูโคสตามปกติ สำคัญในการสังเคราะห์กรดไขมันและโปรตีน
 
สำหรับความต้องการของวิตามินและเกลือแร่ในแต่ละวัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้จัดทำบัญชีสารอาหารที่แนะนำให้ควรบริโภค ประจำวันสำหรับคนไทย อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai Recommended Daily Intakes – Thai RDI) ขึ้น โดยมีข้อมูลของวิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ ดังนี้ 
  1.  ลำดับที่ สารอาหาร ปริมาณที่แนะนำต่อวัน  หน่วย
     1  Vitamin A  2,664 Universal Unit 
     2 Vitamin B1  1.5   Milligram
     3 Vitamin B2  1.7   Milligram
     4 Niacin  20  Milligram N.E. 
     5 Vitamin B6   2 Milligram 
     6  Folate 200  Microgram 
     7  Biotin 150  Microgram 
     8  Pantothenic Acid  6 Milligram 
     9 Vitamin B12    2  Microgram 
     10  Vitamin C  60 Milligram 
     11  Vitamin D 200  Universal Unit 
     12  Vitamin E 15  Universal Unit 
     13 Vitamin K  80  Microgram 
     14  Calcium 800   Milligram
     15  Phosphorus 800  Milligram 
     16  Iron 15   Milligram
     17 Iodine  150  Microgram 
     18 Magnesium  350   Milligram
     19  Zinc 15   Milligram
     20 Copper   Milligram
     21  Potassium 3,500   Milligram
     22 Sodium  2,400   Milligram
     23  Manganese 3.5    Milligram 
     24  Selenium  70  Microgram
     25 Fluoride   2  Milligram
     26  Molybdenum 160   Microgram
     27  Chromium 130   Microgram
     28  Chloride 3,400   Milligram
     
เอกสารอ้างอิง
1. เครือข่ายวิชาการผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย., วิตามินและเกลือแร่, www.fda.moph.go.th

2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541 เรื่องฉลากโภชนาการ, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

L-Theanine

    
แก้ปัญหาความเครียด กับชีวิตปัจจุบัน ที่เราต้องพบเจอเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว แม้กระทั่งปัญหาของสังคม ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความเครียด อันทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมามากมาย เช่น เกิดความว้าวุ่นใจ ความคิดฟุ้งซ่าน  เกิดอาการขาดสมาธิ  และโกรธ หงุดหงิดได้ง่าย มีผลต่อชีวิตประจำวัน ทำให้ เพื่อนร่วมงาน และครอบครัวไม่มีความสุข  ความเครียดยังมีผล โดยตรงต่อการหลับนอน ทำให้หลับยาก คิดไม่หยุด ไม่สามารถหยุดความคิดได้

     ผู้คนมากมายต่างเสาะ หาวิธีการที่เป็นธรรมชาติที่จะทำให้ตนเองพบความสงบมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหา เหล่านี้ แต่ในยุคแห่งอาหารสุขภาพ ที่มีงานวิจัยค้นคว้ามาเป็นอย่างดี ยังมีแนวทาง ที่มีประสิทธิภาพ อีกวิธีหนึ่ง คือ การรับประทาน L-Theanine  (แอล-ธีอะนีน)

แอล-ธีอะนีน เป็นสารสำคัญ ใน ชาเขียว ( Green tea ) ซึ่งเป็นที่นิยมดื่มกันทั่วโลก แอล-ธีอะนีน เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับ กระแสประสาท ที่ให้ผลในเรื่องการผ่อนคลาย

     ถูกค้นพบครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น แอล-ธีอะนีน มีความปลอดภัย เพราะชาเขียว มีความปลอดภัย รับประทานกันทั่วโลกมานับพันปีแล้ว เมื่อเรารับประทานชาเขียว จะรู้สึกผ่อนคลายสงบ ดังนั้น ชาวญี่ปุ่นและชาวจีนจำนวนมาก แม้ในพระสงฆ์ ก็นิยมรับประทานชาเขียว อยู่เนือง ๆ  ต่อมาก็มีผู้พยายามค้นว่า สารสำคัญอะไรในชาเขียว ที่ทำให้ใจสงบสุขอย่างนั้น จึงมีการค้นคว้าและพบว่านั้น ก็คือ  แอล-ธีอะนีนนั่นเอง  ทำให้มีการวิจัย ถึงประโยชน์ของ แอล-ธีอะนีน อย่างมากมาย ทั้งในหนูทดลองและในคน จนพัฒนามาเป็นอาหารเสริมที่แพร่หลายเป็นที่นิยมตัวหนึ่งในระดับโลก 

   แอล-ธี อะนีน มีกลไกการทำงานในสมอง ด้วยการยับยั้งการจับสารสำคัญต่อ กลูตาเมท รีเซพเตอร์ในสมอง เมื่อวัดสารสำคัญในการสื่อประสาทในเซลล์สมองพบว่า แอล-ธีอะนีนสามารถ เพิ่มสาร
- ซีโรโทนิน ( Serotonin )
- โดปามีน( Dopamine )
และ GABA ทำให้หนูทดลองเพิ่มการเรียนรู้และความจำ ( learning and memory ) 
การวิจัยในคน พบว่า แอล-ธีอะนีน ช่วยให้สมองปลดปล่อยคลื่นสมองอัลฟา ( Alpha Brain Wave ) มากขึ้น และลดการปลดปล่อยคลื่นสมอง เบต้า ( Beta Brain Wave ) ลง ทำให้ช่วยผ่อนคลาย ( Relaxation ) และลดความเครียดได้ด้วย เป็นการส่งเสริมให้มีจิตใจที่สงบ มีสมาธิมากขึ้น ไม่หงุดหงิดง่าย ลำดับความคิดเป็นระบบระเบียบมากขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น 

การทดลองในคน ต่อการตอบสนองเรื่องความเครียด ก็ยืนยันถึงผลอันนี้ โดยมีการวิจัย ที่ออกแบบมาอย่างดีที่สุด ( แบบมีกลุ่มควบคุม Double blind randomized controlled trial ) ในประเทศญี่ปุ่น ทำในอาสาสมัครให้รับประทาน แอลธีอะนีน  เทียบกับยาปลอม และทำโจทย์คณิตศาสตร์ พบว่ากลุ่มที่รับประทาน แอล-ธีอะนีนมีความเครียดน้อยกว่า และผ่อนคลายมากกว่า อย่างมีนัยสำคัญ 

ยังมีงานวิจัยยืนยันในคนอีก โดยวิจัยในอาสาสมัครเทียบกับยาคลายเครียด ที่ยอมรับและใช้ในวงการแพทย์อย่างแพร่หลาย คือ ยา อัลพราโซแลม พบว่า แอล-ธีอะนีน มีความผ่อนคลายได้จริง และดูจะดีกว่า อัลพราโซแลมด้วย  มีงานวิจัยเพิ่มเติม ได้ผลเช่นเดียวกันโดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ที่เป็นอันตราย

ใน แง่การใช้งานจริง พบว่า การรับประทาน แอล-ธีอะนีน ช่วยให้มีสมาธิและลดแรงกดดัน ในเวปไซด์มีพูดแนะนำผลิตภัณฑ์ โดยให้ใช้ในกีฬากอล์ฟ คือแนะนำให้มีการรับประทาน เพื่อช่วยให้ตีกอล์ฟได้ดีขึ้น มีสมาธิมากขึ้น ทนต่อแรงกดดัน ทำให้พัทลูกลงหลุมได้มากขึ้นด้วย ทั้งนี้ เพราะกีฬากอล์ฟ โดยเฉพาะเวลาแข่งขันกันแล้ว จะเป็นกีฬาที่เครียด มีแรงกดดันมาก กีฬานี้ผู้เล่นจะมีการคิด และวางแผนทุกครั้งในการตีแต่ละลูก ยิ่งคิดนาน ยิ่งเครียดมาก และ เวลาแข่ง ผู้เล่นจะต้องตีกอล์ฟ โดยมีคนยืนรายล้อม หลายร้อยคน คอยเฝ้าดูผลการตีของเขา

     ผลต่อการง่วงนอน มีงานวิจัยสนับสนุนว่า ไม่ทำให้ง่วงนอน และส่วนมากที่มีขายกันทั่วโลก ก็จะแนะนำให้รับประทานตอนเช้า เพื่อเพิ่มสมาธิ และลดความเครียดในชีวิตประจำวัน แต่มีความเป็นไปได้สำหรับบางท่าน ที่อาจจะมีอาการง่วงได้เล็กน้อย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นคนที่ง่วงนอนง่ายเมื่อรับประทานยา เช่น ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ ( แม้จะรับประทานชนิดที่ไม่ง่วงนอนก็ตาม )  ถ้าเป็นเช่นนั้น หลังรับประทาน แอล-ธีอะนีน ไม่ควรขับรถ หรือควบคุมเครื่องจักรที่มีอันตราย โดยคำนึงถึงความปลอดภัยไว้ก่อน และถ้ารับประทานแล้วง่วงนอน ก็แนะนำให้เปลี่ยนมารับประทานก่อนนอนแทน
 
     แอล-ธีอะนีนยังช่วยส่ง เสริมให้คุณภาพของการนอนหลับดีขึ้น สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องนอนไม่เต็มอิ่ม จะแนะนำให้รับประทานก่อนนอน เพราะแอล-ธีอะนีนมีผลต่อกลไกการนอน ( sleep-wake cycle ) มีงานวิจัยที่ทำมาเป็นอย่างดี ( Cross Over Double Blind Study ) สนับสนุนว่าการรับประทาน L-theanine 200 mg ก่อนนอน 1 ชั่วโมง จะช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงลดอาการสะดุ้งตื่นระหว่างที่นอนหลับด้วย

     ดังนั้น แอล-ธีอะนีน จึงช่วยทำให้หลับได้สนิทมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นไม่อ่อนล้า คุณภาพร่างกายดีขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือคุณภาพของชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง

แอล-ธีอะนีน อาจจะยังมีคุณประโยชน์อีกประการคือ ป้องกันสมองจากการขาดเลือด ( Neroprotective effect ) แต่ยังเป็นงานวิจัยในหนูทดลอง โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มวิจัยได้รับการฉีด ธีอะนีน เข้าเส้นเลือดก่อน อีกกลุ่มไม่ได้ จากนั้น ผูกเส้นเลือด ให้สมองขาดเลือด พบว่า กลุ่มที่ได้รับ ธีอะนีน มีขนาดของสมองตาย น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบอกประโยชน์ในแง่ดีเพิ่มขึ้น คือทำนองบำรุงสมอง และช่วยเรื่องการลดสมองตาย ทั้งนี้ด้วยกลไก ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการแข็งตัวของเลือด แต่เป็นคุณประโยชน์ที่ยังไม่ทราบกลไกชัดเจน

สรุปคุณสมบัติของ แอล-ธีอะนีน
1. ช่วยผ่อนคลายความเครียด ( Relaxation Effect ) 
2. ทำให้สมาธิดีขึ้น คิดอ่านได้ดีขึ้น ( Cognitive Enhancing effect )
3. ลดความเครียดต่อแรงกดดัน ( Anti stress effect )
4. เพิ่มคุณภาพการหลับ ช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น ( Promote good sleep-wake cycle )

ข้อห้าม 
     แอล-ธี อะนีน เป็นสารที่มีผลต่อจิต สมาธิ ความเครียด เหมาะในคนปกติ ที่มีชีวิต และความเครียดในระดับชีวิตประจำวัน ไม่สามารถใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคอย่างรุนแรงได้  จึงถือเป็น ข้อห้ามรับประทาน  ในผู้ป่วยโรคจิตประสาท ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า โรค จิตเภท ก้าวร้าว หรือ ออทิสทิก และอื่น ๆ รวมทั้งโรคลมชักด้วย และไม่สามารถใช้แทนยาที่แพทย์สั่งได้ กรณีที่เป็นโรคทางจิต ทานยาจิตเวชอยู่ ถือเป็นข้อห้ามในการรับประทาน แอล-ธีอะนีน

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เคล็ดลับต้านอนุมูลอิสระจากทับทิม

สารพัดประโยชน์น้ำทับทิม
        ทับทิมเป็นผลไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมมาก  ทับทิมสามารถปลูกได้ในประเทศไทย  แต่ที่แท้จริงเป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากเปอร์เซีย  (ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน)  ทับทิมเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์  ในประวัติศาสตร์พบว่า  ได้มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรคตั้งแต่  8,000 ปีมาแล้ว  ในประเทศเปอร์เซียโบราณมีความเชื่อว่า  คุณค่าทางอาหารทุกชนิดที่มีอยู่ในผลไม้ต่าง ๆ  นั้นรวมกันอยู่ในทับทิม  ทับทิมเป็นผลไม้ที่ได้รับการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย  และทำเป็นผลิตภัณฑ์ไปทั่วโลก

คุณประโยชน์ของทับทิม
ในตำราแพทย์สมัยโบราณเปอร์เซีย
       ในผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด  รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซียม  ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิตและระบบการหมุนเวียนในร่างกายในตำราแพทย์โบราณของเปอร์เซีย  (ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นตำรับของวิชาแพทย์ตะวันตกในปัจจุบัน)  ระบุว่าทับทิมมีประโยชน์ดังต่อไปนี้
-  การฟื้นฟูสู่สภาพเดิมของหัวใจและตับ
-  การฟอกไตและท่อปัสสาวะ
-  ขจัดไขมันส่วนเกิน
-  เป็นยาบำรุงกำลัง
-  ช่วยป้องกันการแพ้ท้อง
-  ปรับปรุงระบบการฟอกและหมุนเวียนโลหิต
-  สมรรถนะในการกลั้นเสมหะ
-  ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศและเพิ่มพลัง
-  ป้องกันโรคขี้หลงขี้ลืมในผู้สูงอายุ
-  ทำให้ผิวหน้าสวย

คุณประโยชน์ของน้ำทับทิม
จากการวิจัยทางการแพทย์
1.  น้ำทับทิม  มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงมาก
2.  สามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือดป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว  ซึ่งจะทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือดตามมา
3.  ทำให้เส้นเลือดที่หนาตัวและมีไขมันสะสมแล้ว  ซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดีแล้ว  มีความหนาตัวลดลง  และลดไขมันที่สะสมลงอีกด้วย
4.  ลดความดันโลหิตได้เล็กน้อย  ประมาณ 5%  ในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง  ถ้ารับประทานน้ำทับทิมวันละ 50 ซีซี  เป็นเวลาสองสัปดาห์
5.  บำรุงตับ  ป้องกันการเป็นพิษต่อตับจากสารพิษได้  (Hepatoprotective effect)
6.  สารต้านอนุมูลอิสระจากน้ำทับทิมมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมของมนุษย์  (Human breast cell)  ในประเทศญี่ปุ่นมีรายการแนะนำทับทิมทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ว่าทับทิมมีสรรพคุณในการบรรเทาโรคหัวใจ  และความดันโลหิตสูง  ช่วยเพิ่มพลัง  เพิ่มความงาม  และประโยชน์อื่นอีกมากมายทำให้ทับทิมเป็นที่สนใจอย่างแพร่หลาย

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สารพัดประโยชน์ จากน้ำลูกยอ

สารพัดประโยชน์ จากน้ำลูกยอ

ลูกยอ Noni Morinda citrifolia Lin  เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Morinda citrifolia Lin  ลูกยอของไทยเป็นชนิดเดียวกับของต่างประเทศคือ  เกาะตาฮิติ  ที่มีขายทั่วโลก  ในประเทศไทยลูกยอได้ถูกนำมารับประทานเป็นอาหารและมีสรรพคุณเป็นยารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน
       ลูกยอมีประโยชน์ทางด้านคุณค่าของอาหารที่มีวิตามิน A  และธาตุโปแตสเซียมสูง  นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ  หรือที่เรียกกันว่า  แอนตี้ออกซิแดนท์  อีกมากมายหลายชนิด  ซึ่งถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายมาก  เพราะปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับว่าอนุมูลอิสระเป็นสารพิษต่อเซลล์ร่างกาย  อาจเกิดจากของเสียภายในเซลล์เอง  และรับมาจากภายนอก  จากมลภาวะต่าง ๆ  สารอนุมูลอิสระในปริมาณที่มากเป็นอันตรายต่อเซลล์  เพราะจะทำลายดีเอ็นเอเยื้อหุ้มเซลล์อนุมูลอิสระ  นอกจากจะมีผลต่อการอับเสบและการทำลายเนื้อเยื้อในระยะสั้น  ในระยะยาวเชื่อว่าอาจมีผลต่อความเสื่อมหรือการแก่ของเซลล์   และอาจเป็นสารก่อมะเร็ง  โรคหัวใจ  ต้อกระจก  และโรคอื่น ๆ อีกมาก

       จาการศึกษาพบว่าในลูกยอยังมีสาร Polysaccharide (noniPPT)  ซึ่งมีงานวิจัยว่าชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็ง  Lewis lung carcinoma  ได้จริง  นอกจากนี้ใน  ลูกยอยังมีสาร Xeronine  ที่เป็นสารช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย  ควมคุมการทำงานของเซลล์  และสร้างเซลล์ใหม่เพื่อทดแทนเซลล์ที่เสื่อมได้  และก็มีงานวิจัยที่ยังยืนในเรื่องการเสริมสร้างภูมิต้านทานจากลูกยอ
ข้อควรระวัง
       น้ำลูกยอมีธาตุโปแตสเซียมสูงพอสมควร  (53.3 mEgq/L)  พอ ๆ กันน้ำสัมและน้ำมะเขือเทศ  จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่ไตเสียขนาดรุนแรง  จนมีภาวะโปแตสเซียมสูงได้ง่าย  ซึ่งผู้ป่วยกรณีนี้จะมีอาการของโรคไดที่ชัดเจนแล้วเสมอ  และมักเป็นในกลุ่มไตวายเรื้อรังที่กำลังล้างไตอยู่  ซึ่งก็มีรายงานว่าผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังและได้รับการล้างไต  ถ้ารับประทานน้ำลูกยอแล้วมีโปแตสเซียมสูงมากจนเป็นอันตราย  จึงไม่ควรทานในผู้ป่วยโรคไตวายที่ได้รับการล้างไต  แต่ในคนปกติสามารถรับประทานได้  และไม่ทำให้เป็นโรคไตแต่อย่างใด  และมีไม่รายงานใดที่บอกว่าในคนนปกติแล้วการทานน้ำลูกยอจะเป็นอันตรายต่อไต  หรือก่อให้เกิดโรคไตทุกชนิด
       โดยสรุป  น้ำลูกยอแม้จะมีประวัติเป็นมาที่ไม่ยาวนัก  แต่ก็มีผู้นิยมทานกันเป็นจำนวนมาก  มีประสบการณ์ส่วนบุคคลยืนยันมากถือว่ามีคุณค่าในตัวเอง  นับเป็นหนึ่งในอาหารเสริมที่มีประโยชน์และที่สำคัญคือ  น้ำลูกยอของไทยก็เป็นชนิดเดียวกับต่างประเทศที่มีชื่อเสียง  จึงน่าจะไม่แพ้ของ  ประเทศใดในโลกเช่นกัน 
       ร่างกายของมนุษย์ประกอบไปด้วยเซลล์  ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดภายในร่างกาย  ในกรณีที่ร่างกายเสื่อมถอย  สาเหตุมาจากเซลล์เหล่านั้นทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์  การรับประทานน้ำลูกยอเป็นอาหารเสริม  จะเป็นส่วนที่ช่วยเสริมสร้างให้เซลล์ต่าง ๆ  ในร่างกายของเราฟื้นฟูแข็งแรง  และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันด้วย  ตัวของเราเองปริมาณในการรับประทานน้ำลูกยอขึ้นกับร่างกายของแต่ละบุคคลมีความบกพร่องมากน้อยเพียงไร  สารต่าง ๆ  ในลูกยอมากกว่า  150 ชนิด  จะเป็นส่วนช่วยเสริมสร้างให้เซลล์ต่าง ๆ  ในร่างกายแข็งแรงขึ้น
น้ำลูกยอดีอย่างไร
       มีการทดลองทางการแพทย์  โดยการนำน้ำลูกยอมาให้คนไข้รับประทาน  พร้อมกับรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน  พบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่รับประทานน้ำลูกยอจะมีอาการของโรคลดน้อยลง  และมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น  ตัวอย่างเช่น  โรคมะเร็ง,  โรคหัวใจ,  โรคเส้นเลือดในสมองแตก,  โรคเบาหวาน,  อาการอ่อนเพลีย,  ขาดสมรรถนะทางเพศ,  โรคอ้วน,  โรคความดันโลหิตสูง,  โรคไขข้ออักเสบ,  ปวดบวมต่าง ๆ,  โรคภูมิแพ้,  ป้ญหาระบบการย่อย,  ปัญหาระบบทางเดินหายใจ,  ปัญหาการนอนไม่หลับ  ความกดดัน  ความเครียด,  ปัญหาเกี่ยวกับไต,  ช่วยเพิ่มพลังสมองและความรู้สึกฉับไวขึ้น
       นอกจากนี้  น้ำลูกยอยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมฤทธิ์ของยาต่าง ๆ  ที่ใช้กับผู้ป่วยได้อย่างดีเยี่ยม  ช่วยออกฤทธิ์เสริมกับสารอาหารกับยาต่าง ๆ  ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน  และช่วยต้านการอักเสบทุกชนิด  ช่วยทำลายแบคทีเรีย  ระงับอาการปวดต่าง ๆ  ช่วยให้คนที่เป็นแผลหายเร็วขึ้น  ป้องกันโรคมะเร็ง